สิงคโปร์ได้อะไรบ้างจากการเปิดเสรีการพนันและคาสิโน

เป็นที่รู้กันดีว่า การพนัน ในบ่อนคาสิโนนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่นับวันก็ยังสามารถที่จะเติบโตไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลายๆประเทศก็เปิดช่องทางกฎหมายให้การเล่นการพนันเป็นไปอย่างถูกกฎหมายในสายตาของภาครัฐและมีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศอังกฤษ, ประเทศฟินแลนด์, และอีกหลายประเทศในเอเชียเรา เช่น ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม 

แทบจะพูดได้เลยว่านอกจากประเทศไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านเราทั้งหมดในอาเซียนนั้นเปิดเสรีการพนันไปเรียบร้อยแล้ว โดยธุรกิจในอุตสาหกรรมคาสิโนในประเทศที่กล่าวมาเหล่านี้นั้นเติบโตอย่างมากและก็ยังสร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ภาครัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศอีกด้วย 

วันนี้เราจะนำเรื่องราวของประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” หนึ่งเดียวอาเซียน ประเทศโลกที่หนึ่งที่เป็นที่หนึ่งในหลายๆด้าน เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา นวัตกรรม นั่นก็คือประเทศสิงคโปร์นั่นเอง

Singapore — สิงคโปร์

ประเทศเกาะเล็กๆ ที่แคบกว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเสียอีก แถมยังพึ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง แต่สิงคโปร์สามารถที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดทางด้านธรรมชาติ ด้านทรัพยากร ด้านเศรษฐกิจการเมืองไปจนกระทั่งผงาดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหนึ่งเดียวในภูมิภาค มีมูลค่าเศรษฐกิจพอๆกับประเทศในฝั่งยุโรป หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น 

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์และทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยก็คืออุตสาหกรรมการพนัน

ประวัติศาสตร์การพนันในสิงคโปร์ 

ถ้าจะพูดถึงเรื่องของ การพนัน บนเกาะสิงคโปร์นั้น เราก็จะต้องย้อนกลับไปในยุคจักรวรรดินิยมเลยทีเดียว ในปี 1923 ที่การพนันเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้กฎหมายของประเทศอังกฤษ แต่ความเสรีของมันนี้เองทำให้เกิดภาวะติดการพนันเป็นอย่างมาก จึงทำให้รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นยกเลิกการเปิดเสรีการพนันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

จนกระทั่งปี 2005 นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง ได้ประกาศในนามของรัฐบาลว่าจะมีการสร้างสถานบันเทิงบนเกาะเซนโทซ่าทางใต้ของประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่ง (กรุงเทพ และ มาเลเซีย) ได้ จึงมีการสร้างคาสิโนขึ้นมาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่แสวงหาความบันเทิงเพราะการพนันไม่ได้เป็นสิงผิดกฏหมายที่สิงคโปร์ คาสิโนขนาดใหญ่สองแห่งได้เกิดขึ้นหลังจากนั้น 

1. Casino Resort World Santosa 

 รีสอร์ตการพนันแห่งใหญ่บนเกาะเซนโทซ่า เกาะแห่งความบันเทิงของสิงคโปร์ ที่หลังจากนั้นก็เติบโตอย่างมากจนมีการก่อตั้ง Universal Studio ขึ้น 

2. Marina Bay Sands 

ตึกสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตึกที่แพงที่สุดในขณะนั้นด้วยเงินลงทุนถึง 5.7 พันล้านดอลลาร์ 

อุตสาหกรรมการพนันทั้งหมดของประเทศสิงคโปร์นั้นอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลคาสิโน (Casino Regulatory Authority, CRA) ภายใต้กระทรวงการคลังของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งคณะทำงานนี้มีหน้าที่ดูแลผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการพนัน  

รายได้จากอุตสาหกรรมคาสิโนในประเทศสิงคโปร์

คาสิโนในประเทศสิงคโปร์นั้นมีรายได้จากการเก็บเงินค่าเข้าเล่นคาสิโนจากประชาชนและผู้พำนักถาวรในประเทศได้กว่าปีละ 1 พันล้านดอลลาร์ 

อย่างที่ทุกคนทราบกันว่าสิงคโปร์ เป็นเกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นสวรรค์แห่งการพนัน แต่สำหรับประชาชนและผู้พำนักถาวรนั้นจะต้องเสียค่าเข้า 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อการเข้าเล่น 1 ครั้ง ส่วนนักท่องเที่ยวนั้นสามารถเข้าเล่นได้ฟรี 

นโยบายนี้เองเป็นนโยบายที่สิงคโปร์สามารถควบคุมผลกระทบจากการพนันต่อประชาชนได้ แต่ด้วยแค่ค่าเข้าของประชาชนเองก็สามารถสร้างรายได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว รายได้ที่ได้รับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 

อนาคตของอุตสาหกรรมการพนันในสิงคโปร์ 

ในปี 2019 ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ได้อนุมัติให้สถานบริการคาสิโนทั้งสองแห่งในประเทศสิงคโปร์ขยับขยายพื้นที่ให้บริการ ทั้งที่เซนโทซ่าและมาริน่าเบย์ แซนส์  โดยรัฐบาลให้บริษัทที่ลงทุนสามารถเข้าบริหารงานเพื่อขยายการให้บริการได้อย่างเต็มที่ 

ทางรัฐบาลสิงคโปร์นั้นได้เผยว่านอกจากเงินลงทุนที่ทั้งสองบริษัทลงทุนในกิจการที่รวมกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แล้วผู้ให้บริการจะยังลงทุนเพิ่มในส่วนที่ไม่ใช่ส่วนกิจกรรมบันเทิงเพิ่มอีก 9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ 

โดย Marina Bay Sands นั้นทางบริษัทที่ลงทุนจะขยายพื้นที่ให้บริการจาก 1500 ตารางเมตร เพิ่มอีก 2000 ตารางเมตรและทำเป็นโซนเกม และจะมีการสร้างโรงแรมระดับ VIP อีก 1 ตึก มูลค่ากว่า 4.5 พันล้านล้านดอลลาร์

ส่วนทาง Casino World บนเกาะ Sentosa นั้นจะมีการลงทุนสร้างสวนสนุกเพิ่มอีก 2 ส่วนคือ Minion Park และ Super Nintendo Park มูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์

เนื่องจากการขยายาตัวของอุตสาหกรรมการพนันนี้เอง ทำให้ทางรัฐบาลสิงคโปร์จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากผู้ให้บริการเพิ่มอีก 3% ภายในระยะเวลา 3 ปี และทำข้อตกลงไม่เพิ่มการเก็บภาษีแบบไต่กำแพงอีกในเวลา 10 ปี 

จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมการพนันนั้นไม่ได้มีแต่ด้านลบเสียทีเดียวเนื่องจากหากมีการบริหารจัดการและมีการควบคุมที่ดีจากภาครัฐ มันสามารถกลับเข้ามาสู่ประชาชนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สังเกตได้จากอัตราการเจริญเติบโตของประเทศสิงคโปร์ได้เลยว่าทั้งประเทศสามารถโตได้อย่างดี และยังมีรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาลอีกด้วย

ปัจจุบันไม่มีใครที่ไปสิงคโปร์แล้วจะไม่ไป Marina Bay Sands หรือ Sentosa ดังนั้นนอกจากการพนันแล้วอุตสาหกรรมประเภทนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย