บทความทั้งหมด


เสือมังกรออนไลน์ เล่นง่าย ได้เงินไว

เสือมังกรออนไลน์ เล่นง่าย ได้เงินไว


เสือมังกร หรือ Dragon Tiger เป็นเกมไพ่ชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบการเล่นคล้ายกับเกมไพ่บาคาร่า แต่แตกต่างกันที่เสือมังกรจะใช้ไพ่แค่ใบเดียวเท่านั้นในการตัดสินแต้มของทั้งสองฝั่ง ซึ่งเสือมังกรเป็นเกมที่ค่อนข้างเล่นง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรมากมาย เหมาะกับนักคาสิโนมือใหม่หรือนักคาสิโนที่อยากเล่นเกมไพ่ในเวลาสั้น ๆ เนื่องจากเป็นเกมที่มีระยะเวลาในการเล่นสั้น จบเร็วและได้เงินไวอีกด้วย วิธีการเล่นและการนับแต้มของไพ่เสือมังกร อย่างที่บอกไปว่าเสือมังกรเป็นเกมไพ่ที่เล่นง่ายมาก ๆ ซึ่งวิธีการเล่นเสือมังกรออนไลน์ตามเว็บคาสิโนก็จะมีวิธีการเล่นเหมือนกันทั้งหมด คือ เริ่มเกมโดยการแจกไพ่ฝั่งละ 1 ใบ แบบไม่มีเจ้ามือ ตามช่องที่กำหนดไว้สองฝั่ง คือ เสือ (Tiger) กับมังกร (Dragon) จากนั้นให้เลือกวางเดิมพันระหว่างเสือ (Tiger) กับมังกร (Dragon) ว่าฝั่งใดจะเป็นฝั่งชนะ (มีแต้มมากกว่า) หรือจะเลือกเดิมพันในช่องเสมอ (Tie) ก็ได้ โดยจะต้องรีบวางเดิมพันในเวลาที่กำหนด ซึ่งการนับแต้มของไพ่เสือมังกรจะเป็นการนับเรียงไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากไพ่ A ที่มีแต้มน้อยสุดและเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ คือ A มีแต้มเท่ากับ 1 แต้ม2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 มีแต้มเท่ากับตัวเลขหน้าไพ่J มีแต้มเท่ากับ 11 แต้มQ มีแต้มเท่ากับ 12 แต้มK มีแต้มเท่ากับ 13 แต้ม ซึ่งเป็นแต้มสูงสุด การตัดสินแพ้ชนะของการเล่นไพ่เสือมังกรคือจะใช้ไพ่เพียงแค่ 1 ใบเท่านั้น ในการตัดสิน จะไม่มีการจั่วไพ่เพิ่มเหมือนบาคาร่า หากเปิดหน้าไพ่ออกมาแล้วฝั่งใดได้แต้มสูงกว่าก็จะชนะเดิมพันทันที เมื่อรู้ผลแล้วก็จะเริ่มเปิดเดิมพันในรอบใหม่ทันที รวดเร็วทันใจใช้ได้เลยล่ะ อัตราการจ่ายผลตอบแทนของไพ่เสือมังกร อัตราการจ่ายผลตอบแทนของเสือมังกรก็จะมีความแตกต่างจากบาคาร่าเช่นกัน ดังนี้ เดิมพันฝั่งเสือ (Tiger) คือ ทายว่าฝั่งเสือจะมีแต้มมากว่า อัตราการจ่ายผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1 : 1 เดิมพันฝั่งมังกร (Dragon) คือ ทายว่าฝั่งมังกรจะมีแต้มมากว่า อัตราการจ่ายผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1 : 1 เช่นเดียวกัน เดิมพันเสมอ (Tie) คือ ทายว่าทั้งสองฝั่งจะมีแต้มเท่ากัน อัตราการจ่ายผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1 : 8 (แต่หากผลออกมาเป็นเสมอ ผู้เล่นที่วางเดิมพันทั้งเสือและมังกรจะต้องโดนหักเงินเดิมพันครึ่งหนึ่ง) เกมไพ่เสือมังกรเป็นเกมไพ่ที่เล่นง่าย จบเร็ว ได้เงินไว แต่ก็เป็นเกมไพ่ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีการจำกัดระยะเวลาในการวางเดิมพัน อาจทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดในการวางเดิมพันได้ และไพ่เสือมังกรก็ไม่มีโอกาสการลุ้นไพ่เพิ่ม หากเปิดหน้าไพ่ออกมาแล้วได้แต้มน้อยโอกาสการชนะก็หมดลงทันที นอกจากนี้ไพ่เสือมังกรก็ต้องพึ่งพาดวงพอสมควร นักคาสิโนที่มีดวงมากกว่าก็จะได้เปรียบมากกว่า แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะนักคาสิโนคนไหนที่ศึกษาเรื่องสูตร เทคนิคหรือมีความสามารถในการอ่านไพ่หรือนับไพ่ก็จะสามารถมีโอกาสชนะได้เหมือนกัน ทดลองเล่นเสือมังกรออนไลน์ได้ที่ SA Supercasino กีฬา คาสิโน บาคาร่า สล็อต sagame เว็บเดียวจบครบทุกการเดิมพัน


อยากเล่นโป๊กเกอร์ต้องรู้! วิธีนับไพ่เพิ่มโอกาสชนะ

อยากเล่นโป๊กเกอร์ต้องรู้! วิธีนับไพ่โป๊กเกอร์ ช่วยเพิ่มโอกาสชนะ


โป๊กเกอร์ (Poker) เป็นเกมไพ่ที่มีผู้เล่น 2 - 8 คน และเป็นเกมไพ่ที่ไม่ได้อาศัยแค่ดวงของผู้เล่น แต่เป็นเกมไพ่ที่ต้องใช้กลยุทธ์และเทคนิคหลายอย่างเพื่อให้มีโอกาสชนะ แม้ว่าโป๊กเกอร์จะมีวิธีการเล่นที่ไม่ยากและกติกาไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่กลับเป็นเกมไพ่ที่ต้องอาศัยการวางแผนและการวิเคราะห์ไพ่เพื่อช่วยในการตัดสินใจอยู่พอตัว เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่สนใจในการเล่นโป๊กเกอร์จะต้องรู้วิธีการนับไพ่เพื่อช่วยช่วยในการวิเคราะห์และเพิ่มโอกาสชนะกับไพ่โป๊กเกอร์กันสักหน่อย ค่าของไพ่แต่ละใบ ในการเล่นโป๊กเกอร์ จะใช้ไพ่ในการเล่นทั้งหมด 52 ใบ ซึ่งไพ่แต่ละใบจะมีค่าไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น เมื่อได้ไพ่มาอยู่ในมือแล้ว เราต้องรู้วิธีการอ่านไพ่เพื่อช่วยในการคำนวณโอกาสและความเป็นไปได้ โดยค่าของไพ่โป๊กเกอร์แต่ละใบจะเรียงเป็นความใหญ่ของไพ่และความใหญ่ของดอกไพ่ ดังนี้ ความใหญ่ของไพ่ จากมากไปน้อย คือ A > K > Q > J > 10 > 9 > 8 > 7 > 6 > 5 > 4 > 3 > 2ความใหญ่ของดอกไพ่ จากมากไปน้อย คือ โพธิ์ดำ > โพธ์แดง > ข้าวหลามตัด > ดอกจิก ดังนั้น ไพ่ที่มีค่าใหญ่ที่สุดของไพ่โป๊กเกอร์ก็คือ ไพ่ A โพธิ์ดำ ส่วนไพ่ที่มีค่าน้อยที่สุดก็คือ ไพ่ 2 ดอกจิก การนับไพ่และโอกาสชนะ หากต้องการเพิ่มโอกาสในการชนะในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ ผู้เล่นต้องทำความเข้าใจกับแนวทางการอ่านไพ่และการนับไพ่เอาไว้ด้วยเช่นกัน ไพ่ A + ไพ่ A เรียกว่า Airlines Pocket, American หรือ Bullets ถือว่าเป็นไพ่ที่ดีที่สุดของไพ่โป๊กเกอร์ สามารถช่วยให้มีโอกาสชนะมากกว่าไพ่คู่อื่นไพ่ K + ไพ่ K เรียกว่า Two King หรือ Cowboys เป็นไพ่ที่มีค่ารองจาก ไพ่ A + ไพ่ A ก็คือจะแพ้แค่ไพ่คู่ AA เท่านั้นไพ่ Q + ไพ่ Q เรียกว่า Two Queen หรือ Ladies ไพ่คู่นี้จะแพ้ไพ่ AA และไพ่ KKไพ่ A + ไพ่ K เป็นไพ่ที่ใหญ่ แต่โอกาสที่ไพ่จะออกมามีหลายรูปแบบไม่ค่อยแน่นอนไพ่ J + ไพ่ J ในโป๊กเกอร์เรียกว่า ไพ่คู่แจ็ค (Jack) หรือ Ten - handed จะมีโอกาสชนะอยู่ที่ 20% และต้องระวังไพ่กองกลางให้ดี หากมีไพ่ A, K หรือ Q อยู่ในกองกลางไพ่ A + ไพ่ Q เป็นไพ่ที่มีโอกาสชนะสูงในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังต้องลุ้นอยู่ดีไพ่ K + ไพ่ Q มีโอกาสชนะในระดับหนึ่ง แต่ต้องระวังไพ่ Aไพ่ A + ไพ่ J ไพ่คู่นี้ควรจะต้องดูไพ่กองกลางเป็นหลักไพ่ K + ไพ่ J ไพ่คู่นี้ไม่แย่ แต่ถ้าเจอคู่ไพ่ A + ไพ่ J แนะนำให้หมอบ หากรอบนั้นมีการเพิ่มเงินเดิมพันที่สูงไพ่ A + ไพ่ 10 ไพ่คู่นี้ดีตรงที่มีไพ่ A อยู่ในมือ ถ้ามีไพ่ J, Q, K เข้าทางก็มีโอกาสลุ้นได้ แต่ถ้าไพ่ไม่เข้าก็ต้องระวังให้มาก เพราะจะได้แค่คู่ไพ่ A กับในกองเท่านั้น การเรียงลำดับความใหญ่ของไพ่/รูปแบบการนับแต้ม การเล่นโป๊กเกอร์ จะตัดสินผลแพ้ชนะที่ค่าของไพ่ ผู้เล่นคนไหนมีชุดไพ่ใหญ่สุด (แต้มรวมของไพ่มากที่สุด) จะเป็นผู้ชนะเดิมพัน ซึ่งลำดับความใหญ่ของไพ่โป๊กเกอร์จะเรียงลำดับตามนี้คือ Royal Straight Flush (รอยัลสเตรทฟลัช) เป็นชุดไพ่ที่ใหญ่ที่สุดของไพ่โป๊กเกอร์ ไพ่ทั้ง 5 ใบ จะต้องมีไพ่ 10 - J - Q - K - A จะเป็นไพ่ที่มีดอกเดียวกันหรือสีเดียวกันก็ได้ (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.00015%) Straight Flush (สเตรทฟลัช) รูปแบบของไพ่ทั้ง 5 ใบ จะต้องเป็นไพ่ที่เรียงลำดับกัน 5 ลำดับ จะเป็นลำดับไหนก็ได้ และต้องเป็นไพ่ที่มีดอกเดียวกัน เช่น 5 ดอกจิก - 6 ดอกจิก - 7 ดอกจิก - 8 ดอกจิก - 9 ดอกจิก (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.0015%) Four of a kind (โฟร์การ์ด) รูปแบบของไพ่จะต้องมีไพ่ 4 ใบ ที่มีค่าเดียวกัน เช่น 6 - 6 - 6 - 6 ซึ่งในกรณีที่มีไพ่รูปแบบนี้ซ้ำกันการตัดสินจะดูที่ดอกไพ่ ของใครดอกไพ่ใหญ่กว่าคนนั้นชนะ (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.024%) Full House (ฟลูเฮาส์) รูปแบบไพ่จะมีทั้งไพ่ตองและไพ่คู่ เช่น 9 - 9 - 9 - A - A การตัดสินของไพ่โป๊กเกอร์จะดูที่ดอกไพ่ของไพ่ตอง ของใครใหญ่กว่าคนนั้นก็ชนะไป (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.14%) Flush (ฟลัช) รูปแบบไพ่ทั้ง 5 ใบ จะต้องเป็นไพ่ดอกเดียวกัน โดยไพ่จะเป็นค่าไหนก็ได้ เช่น A โพธิ์ดำ - Q โพธิ์ดำ - 8 โพธิ์ดำ - 5 โพธิ์ดำ - 2 โพธิ์ดำ (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.20%) Straight (สเตรท หรือ เรียง) รูปแบบของไพ่จะเป็นไพ่เรียงกัน 5 ใบ ไม่จำกัดดอกไพ่ เช่น 10 - J - Q - K - A (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 0.39%) Three of a kind (ตอง) มีไพ่เหมือนกัน 3 ใบ เช่น 2 - 2 - 2 - A - 6 (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 2.1%) Two pair (2 คู่) มีไพ่เหมือนกัน 2 คู่ เช่น A - A - 3 - 3 - K (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 4.75%) One pair (1 คู่) มีไพ่เหมือนกัน 1 คู่ เช่น K - K - 4 - 8 - J (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 42%) Hight card (ไพ่สูง) คือ ไม่มีผู้เล่นโป๊กเกอร์คนไหนที่มีไพ่เข้าคู่เลย จะตัดสินโดยการดูไพ่ในมือว่าคนไหนมีค่าไพ่ใหญ่สุดก็จะเป็นผู้ชนะไป โดยไพ่ A ใหญ่ที่สุด และไพ่ 2 น้อยที่สุด (มีโอกาสเกิดไพ่หน้านี้ 50%) การเล่นไพ่โป๊กเกอร์ จำเป็นต้องจำค่าของไพ่แต่ละใบและลำดับความใหญ่ของไพ่ในแต่ละรูปแบบเอาไว้ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจในระหว่างการเล่นว่าควรเล่นต่อหรือควรหมอบ เพราะหากตัดสินใจผิดพลาดในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์อาจจะทำให้สูญเสียเงินทุนไปจนหมดหน้าตักเลยก็ได้


วิธีเล่นบาคาร่าสำหรับมือใหม่ ทำอย่างไรให้เล่นเป็น


บาคาร่า คือเกมไพ่ชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นได้ทีละหลาย ๆ คน และมีการเล่นคล้าย ๆ กับไพ่ป๊อกเด้ง โดยบาคาร่าได้รับความนิยมกันในหลายประเทศ เนื่องจากเป็นเกมไพ่ที่เล่นง่ายและทำเงินได้เร็วกว่าเกมไพ่อื่น ๆ สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ ไม่รู้วิธีเล่นบาคาร่าเพราะไม่เคยเล่นบาคาร่ามาก่อน เกิดอยากลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ดูบ้าง แต่สงสัยว่ามันมีวิธีเล่นอย่างไร เรามาดูวิธีเล่นบาคาร่ากัน วิธีเล่นบาคาร่าเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ สำหรับบาคาร่าจะเป็นเกมที่ใช้การนับแต้มบนไพ่ โดยแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ Player (ผู้เล่น) และ Banker (เจ้ามือ) โดยวิธีเล่นบาคาร่า จะให้ Banker จะเป็นฝ่ายแจกไพ่สองกองให้ทั้งฝั่ง Player และฝั่ง Banker ซึ่งฝั่ง Player จะต้องทายออกมาว่าฝั่งไหนมีแต้มหน้าไพ่สูงกว่าหรือมีแต้มเสมอกัน โดยวิธีเล่นบาคาร่ามีกติกาคือ จะใช้ไพ่เพียงแค่ 3 ใบในการตัดสินแพ้ชนะ การวางเดิมพัน วิธีเล่นบาคาร่าจะต้องมีการวางเดิมพันว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหนเพื่อให้ชนะเดิมพัน ดังนี้ 1. การวางเดิมพันในฝ่าย Player (Player Win) คือ ทายว่าแต้มรวมหน้าไพ่ฝั่ง Player จะเป็นผู้ชนะ ผลตอบแทนที่ได้จะเป็นแบบ 1 : 1 เช่น วางเงินเดิมพัน 100 บาท ถ้าชนะเดิมพันก็จะได้เงิน 100 บาท 2. การวางเดิมพันในฝ่าย Banker (Banker Win) คือ ทายว่าแต้มรวมหน้าไพ่ฝั่ง Player จะเป็นผู้ชนะ ผลตอบแทนที่ได้จะเป็นแบบ 1 : 1 เช่น วางเงินเดิมพัน 100 บาท ถ้าชนะเดิมพันก็จะได้เงิน 100 บาท 3. การวางเดิมพันเสมอ (Tie) คือ ทายว่าแต้มรวมหน้าไพ่ของทั้งสองฝั่งเสมอกัน ผลตอบแทนที่ได้จะเป็นแบบ 1 : 8 เช่น วางเงินเดิมพัน 100 บาท ถ้าชนะเดิมพันก็จะได้เงิน 800 บาท ซึ่งการเดิมพันเสมอนั้นจะได้เงินเดิมพันมากกว่าก็จริง แต่โอกาสในการเสมอกันของการเล่นบาคาร่าก็เกิดขึ้นน้อยมากเช่นกัน 4. การวางเดิมพันไพ่คู่ (Pair) คือ ทายว่าไพ่สองใบแรกของทั้งสองฝั่งเป็นไพ่เหมือนกัน ผลตอบแทนที่ได้จะเป็นแบบ 1 : 11 เช่น วางเงินเดิมพัน 100 บาท ถ้าชนะเดิมพันก็จะได้เงิน 1,100 บาท แน่นอนว่าโอกาสแบบนี้จะขึ้นน้อยมากถึงมากที่สุด การนับแต้ม อย่างที่บอกไปว่าวิธีเล่นบาคาร่าจะมีการตัดสินแพ้ชนะโดยการนับแต้มรวมหน้าไพ่ จำนวน 3 ใบ โดยการนับแต้มจะมีวิธีการนับคือ - ไพ่ A จะมีค่าเท่ากับ 1 แต้ม - ไพ่ J, Q, K จะมีค่าเท่ากับ 10 แต้ม - ส่วนไพ่อื่น ๆ ที่เหลือก็จะมีแต้มตามหน้าไพ่เลย คือ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 - ในกรณีที่ได้ไพ่ 2 ใบ ที่มีแต้มรวมกันเกิน 9 จะถูกหักออก 10 แต้ม ให้เหลือตัวเลขเพียงหลักเดียว เช่น Player ได้ไพ่ Q และ 8 จะได้ 0 + 8 = 8 แต้ม ฺBanker ได้ไพ่ 6 และ K จะได้ 6 + 0 = 6 แต้ม - เมื่อฝั่งไหนได้แต้มหน้าไพ่สองใบแรกรวม 8 - 9 (แนชเชอรัล) จะไม่มีการจั่วไพ่เพิ่มอีก ตัดสินแพ้ชนะหรือเสมอได้เลย - ทั้งสองฝั่ง เมื่อได้แต้มหน้าไพ่รวมกันได้ 6 - 7 ให้อยู่รอ ไม่ต้องจั่วไพ่เพิ่ม และตัดสินแพ้ชนะได้เลย - เมื่อได้แต้มหน้าไพ่สองใบรวมกันแล้วน้อยกว่า 5 แต้ม (0 - 5) ต้องจั่วไพ่เพิ่ม ทั้งหมดนี้เป็นวิธีเล่นบาคาร่าที่นำมาฝากกัน สำหรับใครที่อ่านวิธีเล่นบาคาร่าแล้วอยากลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ สามารถเข้าไปทดลองเล่นได้ที่ SA Supercasino.com กันได้นะคะ